You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ฝ่ายค้าน-ไอลอว์เปิดข้อมูล "เส้นเงิน" 2 จังหวัด กับ 7 "ศูนย์ทำโพย" ในขบวนการ "โกงเลือก สว."
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 18 นาที
ฝ่ายค้านและภาคประชาชนเปิดหลักฐานที่ถูกระบุว่าเป็น "เส้นเงิน" ที่ทีมงานของนักการเมืองใน จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.หนองบัวลำภู โอนเงินให้แก่ผู้สมัคร สว. ในอำเภอและจังหวัดเดียวกันในช่วงก่อนและหลังเลือกวุฒิสมาชิกชุดที่ 13 เมื่อปี 2567 เพื่อชี้ให้เห็นกลไกภาคปฏิบัติการของ "ขบวนการโกงเลือก สว."
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) และประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) นำเสนอข้อมูล "เส้นเงิน" ที่กระจายไปสู่ผู้สมัคร สว. ที่ จ.หนองบัวลำภู โดยมีบัญชีของหญิงที่ถูกระบุว่าเป็นผู้ช่วยดำเนินการของ สว. สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สว. กลุ่ม 13 (ผู้ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการสื่อสารการพัฒนานวัตกรรม) เป็นต้นทางในการโอนเงินไปให้ผู้สมัคร สว.หนองบัวลำภู 7 คน วงเงินรวม 105,000 บาท
นายสรชาติปฏิเสธผ่านบีบีซีไทยว่า ไม่เคยจ่ายเงินจัดตั้งเครือข่ายใน จ.หนองบัวลำภู และคาดว่าที่เขากลายเป็น "ตัวชูโรง" ขึ้นมา เพราะเป็นเพื่อนของนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จึงมีความพยายามโยงเพื่อไปให้ถึงนายทรงศักดิ์
ขณะที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ นำเสนอข้อมูลเส้นทางการเงินที่ จ.สุราษฎร์ธานี โดยพบว่า นายสุบิน ศักดา 1 ใน 8 ผู้ต้องหาฐานฟอกเงินและอั้งยี่ ตามสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้โอนเงินให้ผู้สมัคร สว. จำนวนหนึ่งในพื้นที่เดียวกันในช่วงการเลือก สว. ระดับจังหวัด
ไลออว์เปิด "เส้นเงิน" ผู้ช่วย สส. ภูมิใจไทยโอนให้ 10 ผู้สมัคร สว.สุราษฎร์ฯ
วันนี้ (26 ก.ค.) ฝ่ายค้านจัดกิจกรรม "ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. เจาะลึกหลักฐาน 'คดีโกง สว.' ภาค 2" เป็นเวทีที่ 2 โดยนายยิ่งชีพเปิดเผยข้อมูลการโอนเงินจากบัญชีธนาคารของนายสุบิน ศักดา จำนวน 11 รายการ วงเงินรวม 34,000 บาท โดย 10 จาก 11 รายการ เป็นการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของผู้สมัคร สว. ใน อ.วิภาวดี จ.สุราษฎร์ธานี จาก 8 กลุ่มอาชีพ ตั้งแต่ 2,000-8,000 บาท โดยมีการทำรายการเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2567 หรือ 1 วันก่อนการเลือก สว. ระดับจังหวัด และอีก 1 รายการถูกโอนในวันที่ 16 มิ.ย. 2567 ซึ่งเป็นวันเลือก สว. ระดับจังหวัด
สำหรับเหตุผลในการโอนเงินไปยังผู้สมัคร สว. เหล่านั้น ไอลอว์อ้างคำให้การของนายสุบินเองต่อพนักงานสอบสวนว่ามีหลากหลายเหตุผลแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคลปลายทาง ได้แก่ "ชดใช้หนี้" 2 ราย, "นำรถยนต์กระบะไปซ่อม" "ค่าปุ๋ยใส่ทุเรียน" "ค่าซื้อตอไม้" "ค่าซื้อยาฉีดทุเรียน" "ค่าซื้อพระเครื่อง" "ค่าเช่ารถตู้" "เช่าพระ" "ใช้บริการนวด" และ "ค่าซื้อน้ำมันเป็นถังแกลอน"
ไอลอว์ตรวจสอบพบว่า ผู้รับโอนเงิน 10 คนผ่านเข้าถึงระดับจังหวัด แต่มีเพียง 1 คนที่ผ่านไปถึงการเลือกระดับประเทศ
สำหรับนายสุบิน ศักดา เป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ตะกุกเหนือ อ.วิภาวดี จ.สุราษฎร์ธานี และเคยเป็นคณะทำงานและผู้ช่วยดำเนินงานของนายพิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี เขต 6 พรรค ภท. ทั้งนี้ในระหว่างแถลงข่าว ผอ.ไอลอว์ได้นำภาพนายสุบินซึ่งสวมเสื้อแจ็คเก็ตมีโลโก้พรรค ภท. และมีปักข้อความบนเสื้อดังกล่าวว่า "สุบิน ศักดา ผู้ช่วย สส.พิชัย ชมภูพล เขต 6 สุราษฎร์ธานี" ขึ้นจอโปรเจกเตอร์ด้วย
ไอลอว์ยังระบุด้วยว่า พนักงานสอบสวนมีข้อมูลว่า ในวันที่ 15 มิ.ย. 2567 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่นายสุบินโอนเงิน 10 รายการ วงเงินรวม 32,000 บาท นายสุบินก็ได้รับเงินโอนมาจาก น.ส.นิสิตา หมั่นไชย จำนวน 2 รายการ เป็นเงิน 36,000 บาท และ 2,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารของเขา ทั้งนี้ น.ส.นิสิตาระบุว่าเธอ "ซื้อวัวพันธุ์" ต่อจากนายสุบินในราคา 36,000 บาท และยังยืนยันด้วยว่าทั้งคู่เป็นญาติกัน
น.ส.นิสิตาเคยเป็นเสมียนที่สำนักงานพรรค ภท. ในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 6 อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี ของ สส.พิชัย ชมภูพล ทำหน้าที่ประสานช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และทำหน้าที่ทางธุรการจ่ายเงินช่วยเหลือให้ผู้ช่วย สส. เพื่อไปร่วมงานต่าง ๆ เช่น งานแต่ง หรืองานศพ
สรชาติเชื่อกลายเป็น "ตัวชูโรง" หวังโยงไปถึงทรงศักดิ์ หลังปรากฏข้อมูลอดีต ผช. โอนเงินให้ 7 ผู้สมัคร สว.หนองบัวฯ
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน สรุป "เส้นเงิน" ของ น.ส.ภัณนิภา ผาสุข เลขานุการของ สว.สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ที่โอนให้แก่ผู้สมัคร สว. 7 คน จาก 7 กลุ่มอาชีพ วงเงินรวม 105,000 บาท แบ่งเป็น ผู้สมัครจาก อ.ศรีบุญเรือง 5 คน และ อ.สุวรรณคูหา 2 คน ตั้งแต่ 1,000-40,000 บาท โดยส่วนใหญ่เป็นการทำรายการในช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค. 2567
การโอนเงินไปยังผู้สมัคร สว. เหล่านั้น ถูกให้เหตุผลแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล ซึ่งนายพริษฐ์เปิดเผยว่า 4 รายการเป็นการ "ให้ยืมเงิน", 1 รายการเป็นการ "ชำระหนี้", 1 รายการเป็น "ค่ากระติ๊บข้าว", และอีก 1 รายการ "จ้างมาตรวจการรังวัดที่ดิน"
หนึ่งในผู้สมัคร สว. ที่ปรากฏชื่อในฐานะผู้รับเงินโอนจาก น.ส.ภัณนิภา ตามผังที่นายพริษฐ์นำเสนอคือ นายสนั่นชัย ช่วยอุดมธนิกิจ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 17 (ประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์) อ.ศรีบุญเรือง และอดีตผู้ช่วยดำเนินงานของ สว.สรชาติ ที่เคยออกมาเปิดข้อมูลบนเวทีของเวทีฝ่ายค้านเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ซึ่งนายพริษฐ์ชี้ว่าเส้นเงินนี้สอดรับกับคำบอกเล่าของพยานบุคคลที่ว่า ตอนนายสนั่นชัยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วย สว. ต้องโอนเงินบางส่วนกลับไปให้ น.ส.ภัณนิภา ผาสุข เพื่อไปกระจายต่อให้อดีตผู้สมัคร สว. คนอื่นในขบวนการ
นอกจากนี้นายพริษฐ์ยังระบุด้วยว่า มีการโอนเงินจากนายสรชาติไปให้ น.ส.ภัณนิภา ยอดรวมทั้งหมด 553,600 บาท แบ่งเป็น ยอดจากธนาการเอ จำนวนรวม 51,300 บาท และยอดจากธนาคารบี จำนวนรวม 502,300 บาท "ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่าง 2 คน"
ด้านนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สว. กลุ่ม 13 (ผู้ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการสื่อสารการพัฒนานวัตกรรม) จ.หนองบัวลำภู ซึ่งติดตามการถ่ายทอดสดเวทีของฝ่ายค้าน ชี้แจงกับบีบีซีไทยทางโทรศัพท์ถึงกรณีมีชื่อผู้ช่วย สว. ปรากฏเป็นต้นทางการโอนเงินไปให้ผู้สมัคร สว. ในหนองบัวลำภูว่า น.ส.ภัณนิภาเคยเป็นผู้ช่วยหาเสียงของเขาสมัยลงสมัคร สส.หนองบัวลำภู ในนามพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เมื่อปี 2566 แต่พอมาเป็น สว. ก็ไม่เคยเอามาทำงานด้วย
"เรื่องเส้นเงิน ไม่ใช่มาจากผมเลย เป็นเงินจากคนอื่นที่เขา (น.ส.ภัณนิภา) อาจรู้จักคุ้นเคยกัน เลยมีการกู้ยืมเงินกัน เหมือนที่นายสนั่นชัยไลน์ไปขอยืมเงินเขาโดยบอกว่าเป็นค่าน้ำมันรถไปบ้าน 'อาจารย์ อ.' ผู้สมัคร สว. หนองบัวลำภูอีกกลุ่มหนึ่ง เขาก็เลยโอนเงินไปให้ 1,000 บาท ก็แค่นั้น" สว.สรชาติกล่าว
นายสรชาติเชื่อว่า หลักฐานเส้นเงินที่ฝ่ายค้านนำมาแสดงในวันนี้ มีนายสนั่นชัยเป็นผู้ชี้เป้า แล้วดีเอสไอเป็นผู้ไปสอบ และตั้งคำถามว่าเหตุใดถึงไม่ชี้เป้าให้ตรวจสอบเส้นเงินของกลุ่ม "อาจารย์ อ." ที่นายสนั่นชัยไปร่วมประชุม จัดตั้งเครือข่าย และได้คะแนนจากกลุ่มนั้นบ้าง พร้อมย้ำว่า ตัวเขากับนายสนั่นชัยแม้เป็นผู้สมัคร อ.ศรีบุญเรืองเหมือนกัน แต่ต่างคนต่างไม่เคยลงคะแนนให้กัน เพราะสมัครคนละกลุ่ม และในระดับจังหวัดก็ไม่ได้จับสลากรอบเลือกไขว้กลุ่มแล้วมาเจอกัน ตนผ่านจากอำเภอด้วยคะแนนเพียง 2 คะแนน และจังหวัดได้ 3 คะแนน ชนิดที่ "รอดเข่งปลาทูมา" ดังนั้นได้คะแนนเกือบตกขนาดนี้ จะหาว่าจัดตั้งมาได้อย่างไร
บีบีซีไทยถามว่า ในเมื่อไม่เคยตั้ง น.ส.ภัณนิภาเป็นผู้ช่วย สว. ทำไมบัญชีปลายทางที่โอนเงินถึงมีแต่รายชื่อผู้สมัคร สว. ทั้งสิ้น นายสรชาติตอบว่า เขาคงรู้จักกันมาก่อนมั้ง แต่มันมีคนอื่น ๆ เป็นร้อยคน ทำไมไม่ไปสอบ ใน 7-8 คนที่ฝ่ายต้านเอาชื่อขึ้นจอ ตนไม่รู้จักสักคน ไม่เกี่ยวกับตนเลย ยกเว้นนายสนั่นชัยที่มารู้จักทีหลังผ่านเพื่อน ตอนสมัคร สว. แล้วเขามาขอแนะนำตัว
"ผมกลายเป็นคนที่เขาอยากเอามาเป็นตัวชูโรง เพราะว่าเป็นเพื่อนท่านทรงศักดิ์ (ทองศรี รองนายกฯ จากพรรค ภท.) แล้วบอกว่าไปเจอกัน โทรไปรายงาน คือเขาอยากจะโยงไปให้ถึงท่านทรงศักดิ์ แต่ความจริงคือไม่เคยคุยเรื่องฮั้วเลย ผมไม่ได้อยู่ในสารบบเขาตั้งแต่ต้น... อาจเพราะเรารู้มาก เขาก็อาจจะมองว่าควบคุมยากหรือเปล่า" นายสรชาติกล่าว
เมื่อถามย้ำว่า ได้โทรรายงานโพยให้นายทรงศักดิ์ทราบหรือไม่ สว.หนองบัวลำภูกล่าวว่า ไม่เคยไปที่ รร.ณัฐพงษ์ แกรนด์ จ.หนองบัวลำภู แต่ที่ไปคือร้านกาแฟ แล้วนายสนั่นชัยติดรถไปด้วย ไปเจอคน 2-3 คน ระหว่างนั้น "ผมโทรคุยกับท่านทรงศักดิ์เรื่องอื่น แล้วนายสนั่นชัยเกิดได้ยิน ก็เลยไปปะติดปะต่อเรื่องเองแบบไม่ตรงกับความเป็นจริงเลย"
พริษฐ์สรุป 5 ขั้นตอน "ขบวนการโกง สว."
นอกจากเปิดหลักฐาน "เส้นเงิน" ใน 2 จังหวัด นายพริษฐ์ยังสรุปข้อมูลที่เขาบอกว่าได้จากพยานบุคคล, ข้อมูลจากไอลอว์, และภาคประชาชนที่ตรวจสอบเรื่องนี้ ก่อนฉายภาพการทำงานของ "ขบวนการโกง สว." โดยแบ่งออกเป็น 5 ฉากสำคัญ ใน 5 ช่วงเวลา ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 "วางแผน" แบ่งทีม ยึดวุฒิสภา (ก่อน พ.ค. 2567): นายพริษฐ์กล่าวว่า องค์ประกอบหนึ่งของแผนที่พยานหลายคนพูดตรงกันคือ "เน้นไปที่จังหวัดขนาดเล็ก มีอำเภอไม่มาก" เนื่องจากจำนวนผู้สมัครที่ต้องใช้เพื่อรับประกันว่าจะมีตัวแทนจังหวัดของขบวนการไปถึงเลือกระดับประเทศจะน้อยกว่าหากเทียบกับจังหวัดขนาดใหญ่ เมื่อดูผลการเลือก สว. ที่ออกมา จะเห็นว่ามีการกระจุกตัวของ สว. ตามจังหวัดขนาดเล็ก โดยเฉพาะถ้าทดลองคำนวณหา "จำนวน สว. ต่อประชากร" ในแต่ละจังหวัด พบว่า หลายจังหวัดมี สว. เยอะเกินสัดส่วน เช่น อ่างทอง, สมุทรสงคราม, สตูล, อุทัยธานี, สิงห์บุรี, อำนาจเจริญ
ขั้นตอนที่ 2 "จัดตั้ง-จ้างคน" มาสมัคร เพื่อให้ผ่านระดับอำเภอ-จังหวัด (พ.ค.-มิ.ย. 2567) นายพริษฐ์กล่าวว่า องค์ประกอบสำคัญของขบวนการที่ถูกกล่าวหาคือการ "จ้างคน" ลงสมัครในระดับอำเภอเพื่อให้ทำหน้าที่เป็น "โหวตเตอร์" (voter) ที่โหวตให้คนของขบวนการผ่านการเลือกระดับอำเภอ (9 มิ.ย. 2567) และระดับจังหวัด (16 มิ.ย. 2567) ให้มากที่สุด เพื่อไปให้ถึงการเลือกระดับประเทศ (26 มิ.ย.) ซึ่งในวันนี้มีการนำเสนอเส้นเงินของ 2 จังหวัด
ประธานวิปฝ่ายค้านยังตั้งข้อสังเกตต่อการจัดกิจกรรม "ฮักแพง กินข้าวแลงฮ่วมกัน" ณ สำนักงานใหญ่พรรค ภท. อ.เมืองอำนาจเจริญ 2 วันก่อนเปิดรับสมัคร สว. ซึ่งในวันนั้นมี 3 สส. ของภูมิใจไทยร่วมงาน ได้แก่ นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ เขต 1, น.ส.ญานีนาถ เข็มนาค สส.อำนาจเจริญ เขต 2 และนายสุทธิชัย จรูญเนตร สส.อุบลราชธานี เขต 5 แม้ยังไม่ปรากฎหลักฐานว่ากิจกรรมดังกล่าว ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. หรือไม่ แต่นายพริษฐ์เห็นว่ามี "ข้อเท็จจริงจากงานที่ชวนให้ตั้งข้อสงสัย" จากการมีผู้ร่วมงานอย่างน้อย 4 คนกลายเป็นผู้สมัคร สว. และมีผู้ร่วมงานอย่างน้อย 3 คนได้รับแต่งตั้งให้เป็นทีมงานของ สว.อำนาจเจริญภายหลังการเลือก แบ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญของนายสุวิช จำปานนท์ สว. กลุ่ม 15 (ผู้สูงอายุ คนพิการทุพพลภาพ ชาติพันธุ์) 1 คน, ผู้ชำนาญการของ สว.สุวิช 1 คน และอีก 1 คน เป็นผู้ชำนาญการของนายเพลินจิต ขันแก้ว สว. กลุ่ม 4 (สาธารณสุข)
ขั้นตอนที่ 3 รวมพลตาม "ศูนย์ทำโพย" ก่อนการเลือกระดับประเทศ (24-25 มิ.ย. 2567) นายพริษฐ์อ้างคำบอกเล่าของพยานหลายคนที่พูดตรงกันว่า หลังผ่านการเลือกระดับจังหวัดแล้ว ขบวนการจะรวบรวมผู้สมัครในแต่ละจังหวัด ทั้งที่มาด้วยกันตั้งแต่ต้น และผู้สมัครอื่นที่ติดต่อไปเพื่อ "ช้อน" หรือโน้มน้าวให้มาร่วมขบวนการ และนำพาผู้สมัครแต่ละจังหวัดเดินทางมาที่ "ศูนย์ทำโพย" ต่าง ๆ ใกล้ กทม. ในช่วงวันที่ 24-25 มิ.ย. 2567 หรือ 1-2 วันก่อนการเลือก เพื่อเก็บตัว ติว จัดทำโพย และเตรียมการสำหรับการเลือกระดับประเทศ
นายพริษฐ์กล่าวว่า จากการรวบรวมข้อมูลและข้อกล่าวหา พบว่า มีสถานที่อย่างน้อย 7 แห่งถูกใช้เป็น "ศูนย์ทำโพย" อยู่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา 3 แห่ง, ปทุมธานี 2 แห่ง, นครนายก 1 แห่ง และสมุทรสาคร 1 แห่ง โดยมี สว. ปัจจุบัน 9 คนปรากฏตัวในศูนย์ทำโพยตามคำบอกเล่าของพยาน แบ่งเป็น สว. จากนครศรีธรรมราช 3 คน, นครพนม 3 คน, สุโขทัย 2 คน, ภูเก็ต 1 คน และมีอยู่ 2 ศูนย์ทำโพยที่มีนักการเมืองอื่น ๆ ปรากฏตัวในสถานที่แห่งนั้นด้วย นอกจากนี้ยังมี 5 ศูนย์ที่พยานระบุว่า "มีการให้เงิน หรือเสนอเงินให้" และมีบางศูนย์ที่พยานบอกว่า "มีการเสนอเงินให้ แต่ยังไม่เห็นตัวเงิน"
ขั้นตอนที่ 4 เลือกตาม "โพยใบสั่ง" ในการเลือกระดับประเทศ (26 มิ.ย. 2567) นายพริษฐ์ชี้ว่า ผลการนับคะแนนและภาพของบัตรเลือกตั้งระหว่างนับคะแนนคือนหลักฐานยืนยันว่ามีผู้สมัครจำนวนมากลงมติตรงตามตัวเลขในโพย นอกจากนี้ยังมีคลิปกล้องวงจรปิดในวันเลือกระดับประเทศที่กรรมการ กกต. เดินมาตักเตือนและเก็บโพยจากผู้สมัครในรอบบ่าย ซึ่งหนึ่งในคนที่ส่งโพยคืน กกต. คือนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา สว. กลุ่ม 1 (การบริหาราชการแผ่นดินและความมั่นคง) นั่นเอง
ขั้นตอนที่ 5 "ปฐมนิเทศ" สว. ใหม่ ก่อนเริ่มงานและเลือกประธาน (ก.ค. 2567) นายพริษฐ์ย้ำคำบอกเล่าของพยานบุคคลที่ว่ามีการประชุมกันของ สว. ใหม่นับร้อยคนที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กทม. โดยมีการพูดถึง 2 วันคือ 21 ก.ค. 2567 เพื่อเตรียมการเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา และรวบรวมใบลาออกที่ สว. ต้องเซ็นล่วงหน้าโดยไม่ลงวันที่ และยังมีงานเลี้ยงเย็นวันที่ 27 ก.ค. 2567 ซึ่งพยานบุคคลให้ข้อมูลว่าเห็นนักการเมืองบางคน รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้นเป็น รมว. มหาดไทย) ในงานด้วย
พยานสายภูเก็ตย้ำ "โกเกียรติ" คือวิทยากรบรรยายวิธีทำโพย
ในเวทีวันนี้ ยังมีอดีตผู้สมัคร สว. 4 คนที่ฝ่ายค้านระบุว่าเป็น "พยานบุคคล" กลุ่มใหม่มาให้ข้อมูลต่อสาธารณะเพิ่มเติม ซึ่งประธานวิปฝ่ายค้านบอกว่า "ข้อมูลทั้งหมดที่พูดบนเวทีได้ให้การไว้กับหน่วยงานตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว"
บีบีซีขอสรุปสาระสำคัญจากคำบอกเล่าของอดีตผู้สมัคร สว. มาไว้ ณ ที่นี้ อย่างไรก็ตามบีบีซีไทยไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้
2 ผู้สมัคร สว. จาก จ.ภูเก็ต กล่าวพาดพิงนายวงศกร ชนะกิจ หรือ "แบงค์" อดีตผู้สมัคร สส.ภูเก็ต เขต 2 พรรค ภท. ว่าเป็นผู้ประสานงานเชิญชวนเข้าร่วมขบวนการ, กล่าวหานายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ หรือ "โกเกียรติ" นักธุรกิจใน จ.สตูล บิดาของนายวรศิษฐ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ว่าเป็น "วิทยากรบรรยาย" ในสถานที่ประชุมจัดทำโพย และระบุว่านายนิพนธ์ เอกวานิช หรือ "โกจ๋าย" สว. ภูเก็ต เป็น "ชื่อล็อก" ในโพยและปรากฏตัวในโรงแรมที่จัดทำโพยด้วย
อย่างไรก็ตามผู้ถูกพาดพิงทั้งหมดยังไม่ได้ออกมาชี้แจงแต่อย่างใด
พ.ต.อ.สมยศ สีหาบัว ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 15 (ผู้สูงอายุ คนพิการหรือทุพพลภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์อื่น) จาก จ.ภูเก็ต
- ก่อนการเลือกระดับประเทศ พยานซื้อตั๋วเครื่องบินเดินทางจากภูเก็ตมา กทม. วันที่ 25 มิ.ย. 2567 แต่ต่อมา ผู้สมัคร สว.ภูเก็ตอีกคนชื่อศุภศักดิ์โทรศัพท์หาและบอกว่าได้รับการประสานงานจาก "คุณแบงก์ วงศกร" ให้สละตั๋วที่จองเอง เดี๋ยวเขาจะจองให้ แต่ต้องเดินทางมาพร้อมเขาวันที่ 23 มิ.ย. 2567 ซึ่งในเที่ยวบินนี้มีผู้สมัครอื่นอีก 10 กว่าคน จากนั้นได้นั่งรถไปรวมตัวกันที่ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน เพื่อรับประทานอาหารและเช็กชื่อว่ามาจากภูเก็ตกี่คน ก่อนพาเข้าพักที่โรงแรมย่าน ถ.สาธร ตกเย็นก็พาไปลงเรือชมแม่น้ำเจ้าพระยาและรับประทานอาหารเย็น โดยพยานได้แสดงภาพถ่ายของอดีตผู้สมัคร สส. พรรค ภท. ที่ถูกระบุว่า "เป็นคนจัดการทั้งหมด" บนจอโปรเจคเตอร์ด้วย
- พยานและผู้สมัครคนอื่น ๆ ได้รับแจ้งให้ไปประชุมกันที่โรงแรมธาราแกรนด์ จ.ปทุมธานี เมื่อไปถึงมีผู้สมัครจาก 3 จังหวัด ได้แก่ พังงา กระบี่ ภูเก็ต มีวิทยากรเพียงคนเดียวคือ "โกเกียรติ" คอยบอกให้จดหมายเลขที่ต้องเลือกในรอบแรกกลุ่มละ 10 คน และรอบเลือกไขว้กลุ่มละ 5 คน ยกเว้นกลุ่มตัวเอง และพยานเห็นว่าในโพยมีตัวแทนจากภูเก็ตเพียงคนเดียวคือคนที่ได้เป็น สว. ในตอนนี้ ซึ่งโกเกียรติชี้แจงว่า "เป็นการ random (สุ่ม) โดยคอมพิวเตอร์" ทำให้เกิดเสียงฮือฮาในห้องประชุม
- ก่อนเลิกประชุม ทีมงานได้เก็บเอกสาร สว. 3 ทั้งหมดไปแล้วบอกว่าให้ไปรับที่เมืองทอง แต่พยานไม่ได้ส่งมอบให้ และยังได้รับแจ้งว่าให้ใส่เสื้อเหลืองที่มีตราสัญลักษณ์ไปเพื่อแสดงความจงรักภักดี แต่พยานลุกขึ้นโต้แย้งทำไมต้องใส่เสื้อเหลืองไปเลือก เราจงรักภักดีอยู่แล้ว ไม่ควรดึงสถาบันฯ มาเกี่ยวข้อง วันรุ่งขึ้น พยานแต่งชุดธรรมดาไป
- เช้าวันที่ 25 มิ.ย. 2567 พยานระบุว่า "มีทีมงานของนายวงศกร" ถือซองธนบัตรมายื่นให้เพื่อนผู้สมัคร สว. ที่นอนห้องเดียวกัน โดยบอกว่าเป็น "ซองค่าใช้จ่ายใน กทม. หมื่นนึง" แต่พยานปฏิเสธไปโดยบอกว่าดูแลตัวเองได้ เพื่อนผู้สมัครคนนั้นจึงไม่รับเงิน และพากันเช็กเอาต์ย้ายไปนอนอีกโรงแรมหนึ่ง
วันที่ 26 มิ.ย. 2567 พยานนำเอกสาร สว. 3 ที่จดโพยไว้ มาเทียบกับผลการเลือก สว. พบว่า "เบอร์ที่เขียนไว้ ตรงตามที่ได้เลือกกันมา ได้เป็น สว. ทั้งนั้น"
นายทรงยศ ผู้สมัคร สว.กลุ่ม 16 (กลุ่มศิลปวัฒนธรรม ดนตรีการแสดง บันเทิง นักกีฬา) จาก จ.ภูเก็ต
- ก่อนการเลือกระดับประเทศ พยานได้รับแจ้งให้ไปประชุมกันที่โรงแรมธาราแกรนด์ จ.ปทุมธานี 2 วันก่อนวันเลือก โดยได้รับโทรศัพท์จากคุณวารินทร์ ผู้สมัครจากภูเก็ตว่า "คุณวงศกร หรือแบงค์" ติดต่อมาให้เดินทางไปที่โรงแรมดังกล่าว เมื่อไปถึงพบว่าเป็นการประชุมแยกหลายห้องหลายจังหวัด แต่มีผู้บรรยายคนเดียวคือ "โกเกียรติ" ซึ่งให้เจ้าหน้าที่แจกกระดาษเอ 4 สั่งให้ทุกคนกรอกเลขลงไปให้ตรงกัน มีคะแนนช่วงเช้า-ช่วงบ่าย ทั้งนี้ในระหว่างกรอกคะแนน มีผู้สมัครบางคนยกมือถามว่าทำไมไม่มีชื่อเขา ในโพย จ.ภูเก็ตมีชื่อเดียวคือ นายนิพนธ์ เอกวานิช ซึ่งนั่งอยู่ในห้องประชุมด้วย
- วันเลือก พยานไม่ได้ลงคะแนนตามโพย แต่นำเอกสาร สว. 3 เข้าไปดูว่าผลที่ออกมาเป็นไปตามโพยหรือไม่ เมื่อผู้สมัครข้าง ๆ เห็น จึงร้องเรียน กกต. และทำให้ต้องไปแก้ข้อกล่าวหาที่ กกต. และดีเอสไอ
นายสมนึก สุชัยธนาวนิช ผู้สมัคร สว.กลุ่ม 4 (สาธารณสุข) จาก จ.สุโขทัย
- ก่อนการเลือกระดับประเทศ พยานได้รับการติดต่อจากเลขานุการของ "นายแพทย์" ซึ่งเป็นอดีตที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข ปัจจุบันเป็น สว. ขอให้ไปพบที่ร้านกาแฟหน้า ม.เกษตรศาสตร์ เมื่อไปถึงทราบว่าจะมีคน 10 คนมาคุยกัน แบ่งเป็น หมอ 3 คน, เภสัชกร 3 คน, พยาบาล 1 คน, ทันตแพทย์ 1 คน และสาธารณสุขอำเภอ 2 คน โดยมี นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. กลุ่ม 4 อยู่ในนี้ด้วย แต่ "นายแพทย์" ที่เป็นตัวหลักไม่ได้มา ให้เลขาฯ จัดการหมด และวันรุ่งขึ้น พยานได้รับแจ้งให้ไปที่ มรภ.พระนคร ถ่ายเอกสารใบ สว. 3 ไปเยอะ ๆ เพื่อซักซ้อม ในระหว่างนั้น "นายแพทย์" โทรมาตามให้ไปประชุมอีกหนึ่ง โดยบอกว่า "ให้ไปที่อยุธยา ที่พระนคร เป็นเพียงละครฉากหนึ่งเท่านั้น" จึงรีบเดินทางไป ราว 16.00 น. ได้รับแจ้งให้เข้าประชุม โดยเห็น "เจ้าของโรงแรม" นั่งคุยกับ "ที่ปรึกษาของ รมว.มหาดไทย" ซึ่งปัจจุบันเป็น สส. จากนั้นที่ปรึกษาคนดังกล่าวจึงมาคุยกับพยาน โดยบอกว่า "ทางพรรครับคุณไว้แล้วเป็น สว. สาธารณสุข เรายินดีมาก เราจะได้มาทำงานด้วยกัน รู้ว่าพี่ชอบงานสมุนไพร สุโขทัยมีอะไรให้ทำเยอะ ทางพรรคไม่ขัดเรื่องภูมิปัญญาอะไร แต่ทางพรรคให้เซ็นใบลาออก สว. ไว้โดยไม่ลงวันที่ และขอสำเนาบัตรประชาชนไปถ่าย" เขาบอกว่าไม่ต้องตกใจ สิ่งนี้จะใช้ควบคุมในการยกมือตามนโยบายของพรรค และ "ถ้าในโพยอาจไม่มีชื่อพี่ ก็ไม่ต้องตกใจ ผมสัญญาว่าพี่ได้เป็น สว. แน่นอน" พยานจึงยอมเซ็นใบลาออกล่วงหน้า
- พยานเข้าประชุมทำโพย โดยมีผู้สมัคร สว. จากสุโขทัยเกือบ 30 คนอยู่ในห้องนั้น มีคนหนุ่มดูเชี่ยวชาญสอนวิธีทำโพยรอบเช้า-รอบบ่าย และยึดใบ สว. 3 ที่กรอกแล้วไป ก่อนคืนมือถือให้ตอนท้ายหลับประชุมเสร็จ ทั้งนี้พยานมาทราบข้อมูลจากทีมงานว่า มีการแก้ไขโพยตอนตี 2 สรุปคือ "ผมหลุด สว. ตอนตี 2 เพราะผู้ใหญ่สั่งแก้ ให้หัวหน้าสถานีอนามัยมาแทนผม และผมก็รู้ว่าคนนี้เคยเป็นลูกน้องของใครมาก่อน"
พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 65 เปิดทางให้ กกต. สามารถกันบุคคลซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดตาม พ.ร.ป. นี้เอาไว้เป็น "พยาน" ได้ในชั้นสืบสวนหรือไต่สวน หากปรากฏว่าการให้ข้อมูล การชี้เบาะแส หรือคําให้การของบุคคลนั้น จะเป็นประโยชน์ในการพิสูจน์การกระทำความผิดของผู้กระทำความผิดคนอื่นที่เป็น "ตัวการสำคัญ" และสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยการกระทำความผิดได้ ทั้งนี้เมื่อ กกต. มีมติไม่ดําเนินคดีกับบุคคลใดแล้ว ให้สิทธิในการดําเนินคดีอาญาเป็นอันระงับไปด้วย
ฝ่ายค้าน-นักวิชาการดักคอ กกต. อย่าตัดตอน ให้ส่งฟ้องทั้งหมด
ย้อนไปเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน มีอดีตผู้สมัคร สว. อีก 4 คนที่ฝ่ายค้านระบุว่าเป็น "พยาน" ของคดีโกงเลือก สว. ชุดแรกยอม "เปิดหน้า" สื่อสารต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกบนเวทีของวิปฝ่ายค้าน หลังพวกเขาเข้าให้ข้อมูลแก่องค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบ
ในวันนั้น พยานพาดพิงพฤติกรรมของ สว. ชุดปัจจุบันอย่างน้อย 6 คน บ้างก็ถูกระบุว่าปรากฏตัวในโรงแรมที่กำลัง "จัดทำโพย", เป็นคน "จองโรงแรม" ให้เพื่อนผู้สมัคร, เป็นคนต่อโทรรายงานโพยให้ รมต. ค่ายสีน้ำเงินรับทราบ, บ้างก็ถูกกล่าวหาว่าสัญญาว่าจะให้เงิน "โหวตเตอร์" ที่ลงคะแนนเลือกตนเอง ฯลฯ
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวยอมรับว่า การเปิดเวทีในลักษณะนี้เพราะต้องการทำให้คดีอยู่ในความสนใจของสังคมอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังแข่งกับเวลาก่อนที่ กกต. จะมีมติในคดีนี้ "ยิ่งเรามีหลักฐานมาอยู่ในแสงสว่างมากขึ้น ยิ่งสังคมรับรู้ถึงกระบวนการนี้มากขึ้น จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้การทำหน้าที่ของหน่วยงานตรวจสอบอย่าง กกต. และดีเอสไอให้ไม่เป็นอิสระจากประชาชนและทำงานอย่างตรงไปตรงมา"
ทั้งนายพริษฐ์จากพรรค ปชน. และนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คาดหวังตรงกันว่า กกต. จะส่งเรื่องไปศาลทั้งหมด ไม่เช่นนั้นสุ่มเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
นายสาทิตย์เรียกร้องให้ กกต. ซึ่งมีหน้าที่สืบสวนหาความจริงตามระบบไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริงจากข้อมูลและหลักฐานใหม่ที่มีการทยอยเปิดเผยออกมา ไม่ใช่จำกัดการพิจารณาไว้จากเพียงข้อมูลในสำนวนเดิมเท่านั้น
"ถ้าวันไหน คุณตัดสินใจไม่ฟ้อง ผมว่าเจอ 157 นะ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157) อย่าลืมคดีวาสนา เพิ่มลาภ ในอดีต (อดีตประธาน กกต. ที่ศาลสั่งจำคุก 2 ปี ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีสอบสวนคดีพรรคไทยรักไทยจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้งปี 2549 โดยล่าช้าและไม่ทันตามกฎหมายกำหนด) หาก กกต. เพิกเฉยต่อพยานหลักฐาน และมีมติไม่ส่งคดีให้ศาล ก็อาจจะต้องรับผิดตามกฎหมายด้วย" รองหัวหน้าพรรคสีฟ้ากล่าว
ส่วนกรณีที่กรรมการ กกต. รายหนึ่งออกมาระบุว่า ต้องพิจารณาจากสำนวนที่มีเพราะได้เรียกผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจงแล้ว หากไปพิจารณาข้อมูลนอกสำนวนจะไม่เป็นธรรมนั้น นายสาทิตย์ย้ำว่า กระบวนการค้นหาข้อเท็จจริงของ กกต. ใช้วิธีการไต่สวน ซึ่งต้องใช้ทุกวิธีการในการแสวงหาข้อเท็จจริง ฉะนั้นการออกมาพูดเหมือนตัดตอนพยาน หรือไม่ให้น้ำหนักพยาน และบอกว่าเป็นเพียงความคิดเห็นที่อยู่นอกสำนวน มองว่าผิดจากกระบวนการไต่สวนที่ถูกกำหนดไว้โดยกฎหมาย
ด้าน ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คดีโกงเลือก สว. สะท้อนว่าเป็นการเปลี่ยนจาก "การซื้อเสียงรายบุคคล" เป็น "การซื้ออิทธิพลมายึดกุมอำนาจรัฐ" โดยใช้เครือข่ายอำนาจและอิทธิพล เทคโนโลยี กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองที่ประสานงานกันอย่างเป็นระบบ คล้ายกับ "คดีโกงสอบท้องถิ่น" จึงเป็นปัญหาที่กระทบต่อโครงสร้างประชาธิปไตยและความชอบธรรมของรัฐ
นักรัฐศาสตร์รายนี้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการทำหน้าที่ของ กกต. กับศาลฎีกาว่า กกต. ที่ทำหน้าที่ควบคุมกติกาและกระบวนการตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่ง "หากมีหลักฐานที่พึงเชื่อได้ว่า" ก็มีอำนาจส่งไปให้ศาลแล้ว กกต. ไม่ต้อง "พิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย" เพราะอันนั้นเป็นหน้าที่ของศาล จึงขอเรียกร้องให้ กกต. เร่งดำเนินการโดยไม่ยื้อเวลา และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ใช่เพียงบางส่วน
"หากตัดปลายกิ่งที่เป็นพิษ แต่รากแก้วที่เป็นพิษยังอยู่ สักวันก็จะแตกหน่อออกมาสร้างมลพิษต่อ เราไม่ได้เห็นกระบวนการการได้มาซึ่ง สว. เป็นกระบวนการเดี่ยว ๆ... ที่กังวลใจคือกลัวจะตัดตอนผู้เสียหายบางส่วนให้สังคมรู้สึกว่ามีผู้รับผิดชอบแล้ว แต่รากแก้วความเป็นพิษยังดำรงอยู่" ศ.ดร.สิริพรรณกล่าว
กกต. อยู่ระหว่างการพิจารณาสำนวน "คดีฮั้วเลือก สว." หรือ "คดีโกงเลือก สว." ซึ่งจะได้บทสรุปว่าจะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ภายในเดือน ส.ค. ตามปฏิทินที่ประธาน กกต. กำหนดไว้
เหตุที่นักการเมืองฝ่ายค้านและภาคประชาชนเป็นกังวล เพราะกรรมการ กกต. เกินกว่า "ครึ่งบอร์ด" คือ 4 จากทั้งหมด 7 คน ได้รับการรับรองโดยวุฒิสภาชุดที่ 13 ซึ่งพวกเขากำลังตรวจสอบนั่นเอง
คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ทำให้การเลือก สว. ปี 2567 มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม รวมทั้งสิ้น 229 คน แบ่งเป็น สว. 138 คน (มี สว. ปัจจุบัน 136 คน ส่วนอีก 2 คนพ้นจากตำแหน่งไปแล้วด้วยคดีอื่น) และหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค สส. และเครือข่ายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) อีก 91 คน